วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

สถิติเบื้องต้น

ความหมายของสถิติ

ข้อมูลสถิติหรือข้อมูล   หมายถึง  ข้อเท็จจริงของเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เราสนใจจะศึกษา   ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขหรือข้อความก็ได้
- จำนวนคนที่เป็นโรคหัวใจในแต่ละเดือน
- ปริมาณการส่งออกข้าวของประเทศไทยในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว
การจำแนกข้อมูล
 1.ข้อมูลที่จำแนกตามลักษณะของข้อมูล   แบ่งเป็น  2   ประเภท
1.1   ข้อมูลเชิงปริมาณ   คือข้อมูลที่ใช้แทนขนาดหรือปริมาณวัดออกมาเป็นค่าตัวเลขที่สามารถนำมาใช้เปรียบเทียบขนาดได้โดยตรง
1.2   ข้อมูลเชิงคุณภาพ   คือข้อมูลที่ไม่สามารถวัดออกมาเป็นค่าตัวเลขโดยตรงได้   แต่วัดออกมาในเชิงคุณภาพได้  เช่น  เพศของสมาชิกในครอบครัว   ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลประเภทนี้   ส่วนใหญ่ทำโดยการนับจำนวนจำแนกตามลักษณะเชิงคุณภาพ
2.   ข้อมูลจำแนกตามวิธีการเก็บรวบรวม
2.1
  ข้อมูลปฐมภูมิ   คือ   ข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมจากผู้ที่ให้ข้อมูลหรือแหล่งที่มาโดยตรง
2.1.1   การสำมะโน  คือ   การเก็บรวบรวมข้อมูลจากทุกหน่วยของประชากรที่ต้องการศึกษา
2.1.2   การสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง  คือ   การเก็บรวบรวมข้อมูลที่ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกลักษณะของประชากรที่ต้องการศึกษา
    ในทางปฏิบัติ   ไม่ว่าจะทำการสำมะโนหรือการสำรวจ  นิยมปฏิบัติอยู่  5   วิธี  คือ
   1.   การสัมภาษณ์  นิยมใช้กันมาก  เพราะจะได้คำตอบทันที   นอกจากนี้หากผู้ตอบไม่เข้าใจก็สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้   แต่ผู้สัมภาษณ์ต้องซื่อสัตย์   และเข้าใจจุดมุ่งหมายของการเก็บข้อมูลอย่างแท้จริง
2.   การแจกแบบสอบถาม   วิธีนี้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมาก  สะดวกและสบายใจต่อการตอบแบบสอบถาม   แต่ก็มีข้อเสียหลายประการ  เช่น  ต้องใช้ในเฉพาะผที่มีการศึกษา  มีไปรษณีย์ไปถึง   คำถามต้องชัดเจน  อาจจะไม่ได้รับคืนตามเวลาหรือจำนวนที่ต้องการ   จึงต้องส่งแบบสอบถามออกไปเป็นจำนวนมากๆ   หรือไปแจกและเก็บด้วยตนเอง
   3. การสอบถามทางโทรศัพท์  เป็นวิธีที่ง่าย   เสียค่าใช้จ่ายน้อย  ต้องเป็นการสัมภาษณ์อย่างสั้นๆ   ตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาหลักฐาน   ใช้ได้เฉพาะส่วนที่มีโทรศัพท์เท่านั้น
   4.   การสังเกต   เป็นข้อมูลที่ได้จากการสังเกตแล้วบันทึกสิ่งที่เราสนใจเอาไว้   ต้องใช้การสังเกตเป็นช่วงๆของเวลาอย่างต่อเนื่องกัน   ข้อมูลจะน่าเชื่อถือได้มากน้อยขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความชำนาญของผู้สังเกต   เช่น  ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการต่างๆ  เช่น  บริการรถโดยสาร  การบริการสหกรณ์   ความหนาแน่นของการใช้ถนนสายต่างๆ  เป็นต้น   วิธีนี้นิยมใช้ประกอบกับการเก็บข้อมูลวิธีอื่นๆ
 5.   การทดลอง   เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีการทดลอง  ซึ่งมักจะใช้เวลาในการทดลองนานๆ   ทำซ้ำๆ
2.2   ข้อมูลทุติยภูมิ   คือ   ข้อมูลที่ต้องเก็บรวบรวมจากผู้ที่ให้ข้อมูล  หรคือแหล่งที่มาโดยตรง   แต่ได้จากข้อมูลที่มีผู้อื่นเก็บรวบรวมไว้แล้ว

3.   วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ
  
แหล่งที่มาของข้อมูลทุติยภูมิที่สำคัญมีอยู่  2   แหล่ง  คือ
1.   รายงานต่างๆของหน่วยราชการและองค์การของรัฐบาล เช่น   ทะเบียนประวัติบุคลากร  ประวัติคนไข้  ทะเบียนนักเรียนนักศึกษา  เป็นต้น
2.   รายงานและบทความจากหนังสือ  หรือรายงานจากหน่วยงานเอกชน   ซึ่งจะมีการพิมพ์เผยแพร่เฉพาะในส่วนของข้อมูลที่เผยแพร่ได้ในรูปของรายงานต่างๆ

การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น

ความหมายของคำต่างๆที่จะช่วยให้เข้าใจวิธีการทางสถิติมากขึ้น   มีดังนี้

     กลุ่มประชากร   หมายถึง  กลุ่มที่มีลักษณะที่เราสนใจ   หรือกลุ่มที่เราต้องการจะศึกษาหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง   เปรียบเหมือนเอกภพสัมพัทธ์ในเรื่องเซต
     กลุ่มตัวอย่าง   หมายถึง   ส่วนหนึ่งของกลุ่มประชากรที่เราสนใจ   ในกรณีที่กลุ่มประชากรที่จะศึกษานั้นเป็นกลุ่มขนาดใหญ่   เกินความสามารถหรือความจำเป็นที่ต้องการ  หรือเพื่อประหยัดในด้านงบประมาณและเวลา   สามารถศึกษาข้อมูลเพียงบางส่วนของกลุ่มประชากรได้
    ค่าพารามิเตอร์   หมายถึง  ค่าต่างๆที่คำนวณมาจากกลุ่มประชากร  จะถือเป็นค่าคงตัว  กล่าวคือ   คำนวณกี่ครั้งๆก็จะไม่เปลี่ยนแปลง
ค่าสถิติ  หมายถึง   ค่าต่างๆที่คำนวณมาจากกลุ่มตัวอย่าง   จะเป็นค่าที่เปลี่ยนแปลงได้ตามกลุ่มตัวอย่างที่เลือกสุ่มมา   จึงถือว่าเป็นค่าตัวแปรสุ่ม
    ตัวแปร   ในทางสถิติ  หมายถึง   ลักษณะบางอย่างที่เราสนใจ  ค่าของตัวแปร  อาจอยู่ในรูปข้อความ   หรือตัวเลขก็ได้
    ค่าที่เป็นไปได้   หมายถึง   ค่าของตัวแปรที่อาจจะเกิดขึ้นได้จริง
    ค่าจากการสังเกต   หมายถึง   ค่าที่เก็บรวบรวมได้มาจริงๆ

การแจกแจงความถี่ของข้อมูล (Frequency Distribution)
เป็นวิธีการทางสถิติอย่างหนึ่งที่ใช้ในการจัดข้อมูลที่มีอยู่ หรือที่เก็บรวบรวมมาได้ให้อยู่เป็นกลุ่มๆ เพื่อสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น
    การแจกแจงความถี่ จัดเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
   1. การแจกแจงความถี่แบบไม่จัดเป็นอันตรภาคชั้น ใช้กับข้อมูลที่มีค่าสูงสุดและต่ำสุดของข้อมูลไม่แตกต่างกันมากนัก หรือข้อมูลที่มีค่าของจำนวนที่ต่างกันมีไม่มาก
   2. การแจกแจงความถี่แบบจัดเป็นอันตรภาคชั้น ใช้กับข้อมูลที่มีค่าสูงสุดและต่ำสุดของ
ข้อมูลแตกต่างกันมาก หรือการแจกแจงไม่สะดวกที่จะใช้ค่าสังเกตทุกๆค่า เพื่อความสะดวกจึงใช้วิธีแจกแจงความถี่ของค่าที่เป็นไปได้แทน โดยแบ่งค่าที่เป็นไปได้ออกเป็นช่วง หรืออันตรภาคชั้น (Interval)

อ้างอิงข้อมูลมาจาก http://e-learning.snru.ac.th/els/somjit/index.html

อนุกรม

อนุกรมเลขคณิต
ความหมายของอนุกรมเลขคณิต
กำหนด          a1,  a1 + d,   a1 + 2d,   …,    a1 + (n – 1)d                     เป็นลำดับเลขคณิต
        จะได้   a1  +   (a1 + d)  +  (a1 + 2d)   +  …  +   (a1 + (n – 1)d)   เป็นอนุกรมเลขคณิต

        ซึ่งมี   a1  เป็นพจน์แรกของอนุกรม และ  d  เป็นผลต่างร่วมของอนุกรมเลขคณิต

         d   เท่ากับ พจน์ที่ n + 1 ลบด้วยพจน์ที่ n

ตัวอย่างของอนุกรมเลขคณิต  

1.            1  +  3  +  5  +  7  +  …  +  99           เป็น อนุกรมเลขคณิต

                        เพราะว่า 1,   3,   5,   …,   99                                 เป็น ลำดับเลขคณิต  

                        และมีผลต่างร่วมเท่ากับ  2


2.           25  +  20  + 15  +  10  +  …               เป็น อนุกรมเลขคณิต

                        เพราะว่า 25,   20,   15,  10,   …            เป็น ลำดับเลขคณิต  

                        และมีผลต่างร่วมเท่ากับ – 5


3.           7   +  14  +  21  +  28  +  …               เป็น อนุกรมเลขคณิต

                        เพราะว่า  7,   14,   21,  28,   …             เป็น ลำดับเลขคณิต  

                        และมีผลต่างร่วมเท่ากับ  7
การหาผลบวก n พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณิต

ให้  Sn  เป็นผลบวก   n   พจน์แรกของอนุกรมเลขคณิต
        ที่มี   a1  เป็นพจน์แรก และ  d    เป็นผลต่างร่วม   จะได้
               Sn  =     a1  +   (a1 + d)  +  … +  [a1+(n – 2)d]  +   [a1+(n –1)d]           -----(1)
        หรือ Sn=  [a1 + (n –1)d]  +  [a1 + (n – 2)d]  + …  +  (a1 + d)    +      a1    -----(2)
        สมการ (1)+(2)  จะได้
             2Sn    =   [2a1 + (n –1)d]  +  [2a1 + (n –1)d] + … + [2a1 +  (n –1)d]  (n  พจน์ )
             2Sn    =    n[2a1 +  (n –1)d]
 การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับอนุกรมเลขคณิต   
ตัวอย่างที่ 1   จงหาผลบวกของจำนวนเต็มระหว่าง  100  และ  500  ที่  9 หารลงตัว

โจทย์ถาม ผลบวกของจำนวนเต็มระหว่าง  100  และ 500 
   ที่  9 หารลงตัว คือ   108  +  117  +  126  +  … +   495 
   เป็นอนุกรมเลขคณิต   มี  a1  =  108,  d  =  9,  an =  495   





หาค่าของ  n จากสูตร      an         =      a1 + (n –1)d
                      495       =     108  +  (n – 1)(9)
                         n         =      44

 จากสูตร      
                                                                           
 S44         =            
                                                                                                             =               10,998

ผลบวกของจำนวนเต็มระหว่าง  100  และ 500  ที่  9 หารลงตัว เท่ากับ    10,998


อนุกรมเรขาคณิต


บทนิยาม อนุกรมเรขาคณิต
อนุกรมที่ได้จากลำดับเรขาคณิต   เรียกว่า อนุกรมเรขาคณิต  และ อัตราส่วนร่วมของลำดับเรขาคณิต
จะเป็นอัตราส่วนร่วมของ อนุกรมเรขาคณิตด้วย
กำหนด      a1,    a1r,    a1r2,   …,   a1r          n-1เป็นลำดับเรขาคณิต
                        จะได้          a1    +  a1r  +  a1r2  + … + a1r  n-1เป็นอนุกรมเรขาคณิต
                ซึ่งมี       a1  เป็นพจน์แรก  และ  r  เป็นอัตราส่วนร่วมของอนุกรมเรขาคณิต
จากบทนิยาม  จะได้ว่า ถ้า  a1,   a2,   a3,   …,   an   เป็น ลำดับเรขาคณิต ที่มี n  พจน์
จะเรียกการเขียนแสดงผลบวกของพจน์ทุกพจน์ของลำดับในรูป
a1  +  a2  +  a3 +  …  +  an ว่า  อนุกรมเรขาคณิต
ความหมายของอนุกรมเรขาคณิต
                 อนุกรมที่ได้จากลำดับเรขาคณิต   เรียกว่า อนุกรมเรขาคณิต  และอัตราส่วนร่วมของลำดับเรขาคณิต
จะเป็นอัตราส่วนร่วมของ อนุกรมเรขาคณิตด้วย
กำหนด      a1,    a1r,    a1r2,   …,  a1r  n-1เป็นลำดับเรขาคณิต
จะได้            a1    +  a1r  +  a1r2  + … + a1r  n-1เป็นอนุกรมเรขาคณิต
ซึ่งมี       a1  เป็นพจน์แรก  และ  r  เป็นอัตราส่วนร่วมของอนุกรมเรขาคณิต
ตัวอย่างของอนุกรมเรขาคณิต
                        1.   2 + 4 + 8 + 16 + …             เป็น อนุกรมเรขาคณิต
                                เพราะ  2,  4,  8,  16,  …    เป็น ลำดับเรขาคณิต
                                และมีอัตราส่วนร่วมเท่ากับ  2
                        2.   81 + 27 + 9 + 3 + …          เป็น อนุกรมเรขาคณิต  
                                เพราะ  81,  27,  9,  3,  …  เป็น ลำดับเรขาคณิต 
                                และมีอัตราส่วนร่วมเท่ากับ 
                        3.  3 + 3 + 3 + 3 + …             เป็น อนุกรมเรขาคณิต
                                เพราะ  3,  3,  3,  3,  …   เป็น ลำดับเรขาคณิต
                                และมีอัตราส่วนร่วมเท่ากับ  1
การหาผลบวก n พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณิต
    ให้     Sn          แทนผลบวก   n   พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณิต
                        ซึ่งมี      a1     เป็นพจน์แรก และ   r    เป็นอัตราส่วนร่วม
                        Sn       =     a1    +    a1r + a1r2  + … + a1r n-2+ a1r n-1            --- (1)
                        สมการ (1) คูณ  r  จะได้
                        rSn      =     a1r + a1r2+ a1r3 + … + a1r n-2+ a1r n-1 +  a1r n  --- (2)
                        สมการ (1) – (2)  จะได้
                       Sn  –  rSn     =    a1-a1rn
                       (1 –  r)Sn     =    a1(1-rn)















สรุป   ผลบวก n พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณิต


เมื่อ     Sn   แทนผลบวก   n   พจน์แรกของอนุกรมเรขาคณิต
                                                         a1    แทนพจน์ที่ 1
                                                         an    แทนพจน์ที่   n
                                                         r    แทนอัตราส่วนร่วม  พจน์ที่ n+1 หารด้วยพจน์ที่ n

การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับอนุกรมเรขาคณิต
ตัวอย่างที่ 1  อนุกรมเรขาคณิต   3   +   6   +   12   +   …    จะต้องบวกกันกี่พจน์  จึงจะได้ผลบวกเป็น   765


กำหนด อนุกรมเรขาคณิต  3   +   6   +   12   +   …    =    765
   ถามว่าจะต้องบวกกันกี่พจน์ คือหาค่า n  เมื่อ Sn  =  765


อนุกรมเรขาคณิต มี a1  =  3,  r  =  2,  Sn  =  765
   หาค่าของ n  จะต้องใช้สูตร




อนุกรมนี้จะต้องบวกกัน    8    พจน์



อ้างอิงข้อมูลมาจาก http://www.snr.ac.th/elearning/suvadee/content2-2-3.htm